fbpx

system

“จอประสาทตาเสื่อม” จากสมาร์ทโฟน

  โรคจอประสาทตาเสื่อม คือ โรคที่มีความผิดปกติเกิดขึ้นที่จุดรับภาพของจอประสาทตา (Macula) ทำให้สูญเสียการมองเห็นตรงกลางภาพ เมื่อเราเพ่งมองไปที่วัตถุใด (จุดโฟกัส) เราจะมองวัตถุนั้นไม่ชัดหรือเบลอ โดยยังคงมองเห็นวัตถุรอบข้างได้ปกติ ปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดโรคจอประสาทตาเสื่อม 1. สมาร์ทโฟนและแท็บเล็ต หน้าจออุปกรณ์เหล่านี้จะมีแสงสีฟ้าออกมาด้วย ในขณะที่เป็นเรื่องยากพอสมควรที่จะละสายตาออกจากหน้าจออุปกรณ์เหล่านี้ ดังนั้น สายตาเราจึงได้รับแสงสีฟ้าโดยตรง ซึ่งถือเป็นปัจจัยเสี่ยงใหม่ที่ทำให้การเกิดโรคจอประสาทตาเสื่อมมีอายุโดยเฉลี่ยลดลง 2. อายุ พบโรคนี้ได้บ่อยขึ้นในคนที่มีอายุมากกว่า 50 ปีขึ้นไป และปัจจุบันมีแนวโน้มลดลงจากปัจจัยเสี่ยงเกี่ยวกับแสงสีฟ้าจากหน้าจอสมาร์ทโฟนและแท็บเล็ต 3. เพศ พบในเพศหญิงมากกว่าเพศชาย และผู้หญิงวัยหมดประจำเดือนที่ไม่ได้รับประทานยาฮอร์โมน estrogen อยู่ในกลุ่มที่มีความเสี่ยงสูงเช่นกัน 4. พันธุกรรม มีความสัมพันธ์ทางพันธุกรรมของคนที่เป็นโรคกับญาติสายตรง วิทยาลัยจักษุแพทย์แห่งอเมริกา จึงแนะนำให้ผู้เกี่ยวข้องดังกล่าว ควรได้รับการตรวจเช็คจอประสาทตาทุก 2 ปี 5. เชื้อชาติ พบในคนผิวขาว (Caucasian) มากกว่าคนผิวดำ ทั้งนี้ อาจเป็เพราะพื้นหลังทางพันธุกรรมที่แตกต่างกัน 6. บุหรี่ มีหลักฐานทางการศึกษาพบว่า การสูบบุหรี่ เป็นการเพิ่มความเสี่ยงของการเกิดโรคอย่างชัดเจน โดยคนสูบบุหรี่มีความเสี่ยงมากกว่าคนไม่สูบ 6 เท่า 7. ความดันเลือดสูง คนไข้ที่ต้องทานยาลดความดันเลือด และมีระดับของไขมัน Cholesterol ในเลือดสูงและระดับ Carotenoid ในเลือดต่ำ นำไปสู่การหดแคบลงของหลอดเลือดที่จะช่วยไปบำรุงจอประสาทตา จึงมีความเสี่ยงสูงมากต่อการเป็นโรคจอประสาทตาเสื่อม…

6 วิธีถนอมสายตา เมื่ออยู่หน้าจอนานๆ

  หลายคนคงเคยใช้งานหน้าจออยู่เป็นเวลานาน ทั้งทำงาน อ่านอีเมล แชทกับเพื่อน ส่องโซเชียล เล่นเกมต่างๆ รู้หรือไม่ว่า การจ้องหน้าจอนานๆ เป็นอันตรายต่อดวงตาและสายตาของเรานะ อาจจะทำให้ตาแห้ง สายตาสั้น จอตาลอก หรือตาบอดชั่วคราวได้เลย เรามาดูวิธีถนอมสายตากัน

10 พฤติกรรมใช้มือถือเสี่ยงอันตราย

  ในปัจจุบัน สมาร์ทโฟนและแท็บเล็ต เข้ามามีบทบาทในชีวิตประมชจำวันเป็นอย่างมาก ผู้คนก้มหน้าใช้งานอย่างต่อเนื่องและยาวนาน จนกลายเป็น “สังคมก้มหน้า” ไปแล้ว พฤติกรรมการ “ติดมือถือ” บางครั้งเป็นการใช้งานโทรศัพท์มือถืออย่างไม่ถูกวิธีและใช้ในสถานที่ที่ไม่ควรใช้ อาจเสี่ยงต่อการเกิดอันตรายต่อตนเองหรือคนรอบข้างได้ ฟิล์มโฟกัสจึงขอนำ 10 พฤติกรรมเสี่ยงอันตรายขณะใช้โทรศัพท์มือถือ มาแบ่งปันกันเพื่อเตือนใจให้มีความระมัดระวังกันมากขึ้น 10 พฤติกรรมเสี่ยงอันตรายขณะใช้โทรศัพท์มือถือ 1. ขึ้น-ลง รถโดยสาร เสี่ยงต่อการเกิดอันตรายหลายๆ เช่น พลัดตกรถ ก้าวพลาด ถูกเบียดล้ม ฯลฯ 2. ฝนตก ฟ้าร้อง ฟ้าผ่า เสี่ยงต่อการเกิดอันตรายจากการถูกฟ้าผ่า และโทรศัพท์อาจเปียกน้ำได้ 3. คุยต่อเนื่องเป็นเวลานาน เสี่ยงอันตรายต่อสุขภาพของผู้ใช้งาน อายุการใช้งานของแบตเตอรี่และตัวโทรศัพท์ 4. กำลังขับรถ ทำให้สายตาต้องมองหน้าจอตลอดเวลาและขาดสมาธิในการขับรถ จนเกิดอุบัติเหตุได้ 5. ชาร์จแบตเตอรี่ หากใช้งานอาจเกิดอันตรายจากไฟฟ้ารั่ว หรือ แบตเตอรี่ร้อนจนไหม้หรือระเบิดได้ 6. เดินหรือข้ามถนน การเพ่งสายตาที่หน้าจอตลอดเวลา อาจเกิดอุบัติเหตุ ถูกรถชน เดินชนเสา เดินตกท่อ เป็นต้น 7….

แสงสีฟ้า อันตรายใกล้ตัวที่ป้องกันได้

  แสงสีฟ้า (Blue Light) คือ แสงที่มองเห็นได้และมีพลังงานสูง (HEV) ใกล้เคียงรังสียูวี (Near UV) อยู่ในช่วงความยาวคลื่น 380 – 500 นาโนเมตร ซึ่งมีอยู่ทั่วไปรอบตัวเรา เช่น แสงอาทิตย์ แสงไฟ แสงจากหน้าจอต่างๆ เป็นต้น โดยแสงสีฟ้าแบ่งออกเป็น 2 ช่วง ได้แก่ แสงสีม่วงในช่วงความยาวคลื่น 380 – 450 นาโนเมตร และ แสงสีน้ำเงินในช่วงความยาวคลื่น 450 – 500 นาโนเมตร แต่ช่วงแสงสีฟ้าที่ทำอันตรายต่อดวงตาได้ลึกมากที่สุดและเรามักเพ่งมองบ่อยๆ จากการใช้งานหน้าจอ จะอยู่ในช่วงความยาวคลื่น 380 – 450 นาโนเมตร อันตรายจากแสงสีฟ้าที่มีผลต่อดวงตา แสงที่มองเห็นได้และมีพลังงานสูง ไม่อาจถูกบดบังด้วยตัวกรองทางสรีรวิทยา เช่น น้ำตา กระจกตา แก้วตา น้ำหล่อเลี้ยงตา แสงสีฟ้าจึงสามารถเดินทางเข้าถึงจอประสาทตาได้ และไปกระตุ้นให้เกิดอนุมูลอิสระทำลายเซลล์จอประสาทตา จากการศึกษาบ่งชี้ว่า ความสามารถของดวงตาที่จะจัดการกับอนุมูลอิสระ และกระบวนการ…

สายตาสั้นเทียม ภัยคุกคามคนติดจอ

  การใช้งานอุปกรณ์ต่างๆ ทั้งสมาร์ทโฟน แท็บเล็ต โน๊ตบุ๊ค และคอมพิวเตอร์ เป็นการใช้สายตาเพ่งมองหน้าจอใกล้ๆ ในช่วงระยะห่างไม่เกิน 2 ฟุต ระหว่างการเพ่งมองหน้าจอนี้เอง กล้ามเนื้อตาที่เรียกว่า กล้ามเนื้อวงแหวน (Ciliary muscle) บีบตัวเกิดการหดเกร็ง เพื่อให้เลนส์ตาโป่งออก เป็นการปรับสรีรวิทยาของดวงตาให้สามารถมองภาพใกล้ได้ชัดเจนขึ้น ซึ่งโดยปกติจะคลายตัวเมื่อมองออกไปที่ไกลๆ การเพ่งหน้าจอนานเกินไป ทำให้กล้ามเนื้อดังกล่าวหดตัวเกือบตลอดเวลา และไม่คลายตัวอัตโนมัติในทันทีเมื่อไม่มองใกล้แล้ว จึงเห็นภาพที่อยู่ไกลไม่ชัด แต่เมื่อใส่แว่นสายตาสั้น กลับมองชัดขึ้น หากได้พักสายตาเป็นระยะเวลาพอสมควรก็จะหายเป็นปกติ ซึ่งเรียกว่าเป็นภาวะ “สายตาสั้นเทียม” แต่หากสะสมอาการต่อเนื่องเป็นเวลานานๆ อาจทำให้เป็นสายตาสั้นถาวรได้ วิธีลดความเสี่ยงการเกิดภาวะ “สายตาสั้นเทียม” 1. ปรับพฤติกรรมการใช้งาน – ไม่ควรใช้งานติดต่อกันนานเกิน 2 ชั่วโมง – พักสายตาระหว่างการใช้งานทุก 15 – 20 นาที – มองไปที่ไกลๆ เพื่อให้กล้ามเนื้อตาคลายตัว 2. ปรับอุปกรณ์และตำแหน่งการใช้งาน – ปรับขนาดตัวตักษร แสงหน้าจอ ให้พอเหมาะ – ไม่ใช้งานในที่มืดหรือแสงจ้ามากเกินไป…

9 ปัญหาพาป่วย “มนุษย์ติดจอ”

  ปัจจุบัน สมาร์ทโฟนและแท็บเล็ต มีบทบาทสำคัญในกิจกรรมต่างๆ ทั้งติดตามข่าวสาร พูดคุยกัน อัพเดตสถานะ ดูหนัง ดูละคร ฯลฯ สำหรับหลายคนอาจเป็นเพียงเครื่องมือที่ใช้อัพเดตติดตามความเคลื่อนไหวเท่านั้น แต่ทว่า สำหรับบางคนแล้วถือเป็นอวัยวะส่วนหนึ่งของร่างกายที่ขาดกันไม่ได้เลยทีเดียว เมื่อละสายตาจากหน้าจอหนึ่งก็ไปจดจ่ออยู่กับอีกหน้าจอหนึ่ง เรียกได้ว่าเป็น “มนุษย์ติดจอ” ที่ใช้งานมากเกินไปจนส่งผลเสียต่อสุขภาพได้เช่นกัน กลุ่มเสี่ยงที่มักได้รับผลกระทบจากพฤติกรรม “มนุษย์ติดจอ” มี 3 กลุ่ม ได้แก่ 1. มนุษย์ออฟฟิศ ที่ต้องทำงานอยู่หน้าจอ 2. มนุษย์ก้มกด ทั้งเด็กและผู้ใหญ่ 3. มนุษย์ทั่วไป ที่ใช้งานในท่าที่ไม่เหมาะสม ผลกระทบหรือผลเสียต่อสุขภาพและสวัสดิภาพของมนุษย์ติดจอ แยกออกหลักๆ 9 อาการด้วยกัน ดังนี้ 1. โรคก้มกด นำไปสู่อาการปวดคอเรื้อรัง มีอาการปวดบ่าไหล่ไปถึงหลังได้ ซึ่งเรื่องนี้ผู้เชี่ยวชาญจากศูนย์กระดูกคอที่นิวยอร์กชี้ว่าโรคก้มกด (Text neck) กำลังระบาด เป็นอาการของคนยุคใหม่ที่ก้มคอไปข้างหน้าแต่ละนิ้วแต่ละเซนติเมตรมีผลทั้งสิ้น ให้คิดง่ายๆ ว่ายิ่งก้มกดนานก็ยิ่งทำร้ายกระดูกและกล้ามเนื้อที่ละเอียดอ่อนรอบคอ (โรคก้มกดทำให้ปวดคอเรื้อรัง) 2. กระดูกคอเสื่อม การก้มดูหน้าจอนานและบ่อยมีผลให้น้ำหนักกดกระดูกต้นคอทั้ง 7 ชิ้นจนเกิดภาวะเสื่อมก่อนวัยได้เพราะชีวิตที่ต้องก้มกดนานทำให้คอต้องรับน้ำหนักพอๆ กับมีเด็กน้ำหนัก 30 กก….

“สมาธิสั้น” โรคยอดฮิตเด็กติดจอ

  “สมาธิสั้น” โรคยอดฮิตของเด็กติดจอ ความเจริญก้าวหน้าทางด้านเทคโนโลยีและการเชื่อมต่อของคนในสังคมยุคดิจิทัล สมาร์ทโฟนและแท็บเล็ตมีบทบาทสำคัญกับผู้คนทุกเพศทุกวัย เปลี่ยนวิถีชีวิตของคนโซเชียลไปอย่างมาก คุณพ่อคุณแม่มักจะปล่อยลูกๆ ไว้กับหน้าจอเพียงลำพังวันละหลายชั่วโมง ซึ่งการเคลื่อนไหวหรือเปลี่ยนแปลงของภาพต่างๆ บนหน้าจอ ทำให้เด็กคุ้นเคยและชินกับความรวดเร็วของเนื้อหา ส่งผลให้เด็กรอคอยไม่ค่อยได้ จดจ่อกับสิ่งรอบตัวน้อยลง รวมไปถึงลดการใช้สมองในส่วนของความจำ สะสมจนเกิดอาการสมาธิสั้นในเด็ก สัญญาณที่บ่งบอกว่า “เด็กติดจอ” เด็กมักตื่นสายและมีอาการอ่อนเพลียในตอนเช้า เด็กหมดความสนใจในกิจกรรมรอบตัว สนใจแต่จะเล่นสมาร์ทโฟนหรือแท็บเล็ต เด็กตั้งตารอเวลาที่จะได้เล่นสมาร์ทโฟนหรือแท็บเล็ต และมักพูดถึงเวลาที่จะได้เล่นเสมอ เด็กเลิกสนใจสิ่งที่กำลังทำ เมื่อมีข้อความแจ้งเตือนจากสมาร์ทโฟนหรือแท็บเล็ต เด็กใช้เวลาเล่นนานขึ้น และอารมณ์เสียง่ายเมื่อพ่อแม่แสดงความกังวลเรื่องการใช้งานของพวกเขา เด็กหงุดหงิดหรือหดหู่เวลาที่ไม่ได้เล่น และอาการเหล่านี้มักหายไปเมื่อเด็กได้เล่น เด็กพยายามปกปิดการเล่นสมาร์ทโฟนหรือแท็บเล็ตจากพ่อแม่ เช่น แอบเล่นในห้องนอน เด็กมีพฤติกรรมก้าวร้าวเวลาพ่อแม่สอดส่องพฤติกรรมการเล่นสมาร์ทโฟนหรือแท็บเล็ต เด็กขาดสมาธิระหว่างทำการบ้านหรือชอบเปิดดูจอระหว่างทำการบ้านไปด้วย อาการของ “เด็กสมาธิสั้น” อาการขาดสมาธิ (attention deficit) วอกแวกง่าย ขาดความตั้งใจ เหม่อลอยบ่อยๆ ฝันกลางวัน ขี้ลืม ทำของใช้ส่วนตัวหายเป็นประจำ ไม่ฟังเวลาพูดด้วย มักจะลืมทำสิ่งที่ให้ทำหรือทำครึ่งๆ กลางๆ อาการซน (hyperactivity) อยู่ไม่สุข ยุกยิกตลอดเวลา ชอบปีนป่าย เล่นเสียงดัง เล่นผาดโผน มักประสบอุบัติเหตุบ่อยๆ…

1 2 3