fbpx

system

6 วิธีถนอมสายตา เมื่ออยู่หน้าจอนานๆ

หลายคนคงเคยใช้งานหน้าจออยู่เป็นเวลานาน ทั้งทำงาน อ่านอีเมล แชทกับเพื่อน ส่องโซเชียล เล่นเกมต่างๆ รู้หรือไม่ว่า การจ้องหน้าจอนานๆ เป็นอันตรายต่อดวงตาและสายตาของเรานะ อาจจะทำให้ตาแห้ง สายตาสั้น จอตาลอก หรือตาบอดชั่วคราวได้เลย เรามาดูวิธีถนอมสายตากัน

10 พฤติกรรมใช้มือถือเสี่ยงอันตราย

ในปัจจุบัน สมาร์ทโฟนและแท็บเล็ต เข้ามามีบทบาทในชีวิตประมชจำวันเป็นอย่างมาก ผู้คนก้มหน้าใช้งานอย่างต่อเนื่องและยาวนาน จนกลายเป็น “สังคมก้มหน้า” ไปแล้ว พฤติกรรมการ “ติดมือถือ” บางครั้งเป็นการใช้งานโทรศัพท์มือถืออย่างไม่ถูกวิธีและใช้ในสถานที่ที่ไม่ควรใช้ อาจเสี่ยงต่อการเกิดอันตรายต่อตนเองหรือคนรอบข้างได้ ฟิล์มโฟกัสจึงขอนำ 10 พฤติกรรมเสี่ยงอันตรายขณะใช้โทรศัพท์มือถือ มาแบ่งปันกันเพื่อเตือนใจให้มีความระมัดระวังกันมากขึ้น 10 พฤติกรรมเสี่ยงอันตรายขณะใช้โทรศัพท์มือถือ 1. ขึ้น-ลง รถโดยสาร เสี่ยงต่อการเกิดอันตรายหลายๆ เช่น พลัดตกรถ ก้าวพลาด ถูกเบียดล้ม ฯลฯ 2. ฝนตก ฟ้าร้อง ฟ้าผ่า เสี่ยงต่อการเกิดอันตรายจากการถูกฟ้าผ่า และโทรศัพท์อาจเปียกน้ำได้ 3. คุยต่อเนื่องเป็นเวลานาน เสี่ยงอันตรายต่อสุขภาพของผู้ใช้งาน อายุการใช้งานของแบตเตอรี่และตัวโทรศัพท์ 4. กำลังขับรถ ทำให้สายตาต้องมองหน้าจอตลอดเวลาและขาดสมาธิในการขับรถ จนเกิดอุบัติเหตุได้ 5. ชาร์จแบตเตอรี่ หากใช้งานอาจเกิดอันตรายจากไฟฟ้ารั่ว หรือ แบตเตอรี่ร้อนจนไหม้หรือระเบิดได้ 6. เดินหรือข้ามถนน การเพ่งสายตาที่หน้าจอตลอดเวลา อาจเกิดอุบัติเหตุ ถูกรถชน เดินชนเสา เดินตกท่อ เป็นต้น 7. ในโรงพยาบาล…

แสงสีฟ้า อันตรายใกล้ตัวที่ป้องกันได้

แสงสีฟ้า (Blue Light) คือ แสงที่มองเห็นได้และมีพลังงานสูง (HEV) ใกล้เคียงรังสียูวี (Near UV) อยู่ในช่วงความยาวคลื่น 380 – 500 นาโนเมตร ซึ่งมีอยู่ทั่วไปรอบตัวเรา เช่น แสงอาทิตย์ แสงไฟ แสงจากหน้าจอต่างๆ เป็นต้น โดยแสงสีฟ้าแบ่งออกเป็น 2 ช่วง ได้แก่ แสงสีม่วงในช่วงความยาวคลื่น 380 – 450 นาโนเมตร และ แสงสีน้ำเงินในช่วงความยาวคลื่น 450 – 500 นาโนเมตร แต่ช่วงแสงสีฟ้าที่ทำอันตรายต่อดวงตาได้ลึกมากที่สุดและเรามักเพ่งมองบ่อยๆ จากการใช้งานหน้าจอ จะอยู่ในช่วงความยาวคลื่น 380 – 450 นาโนเมตร อันตรายจากแสงสีฟ้าที่มีผลต่อดวงตา แสงที่มองเห็นได้และมีพลังงานสูง ไม่อาจถูกบดบังด้วยตัวกรองทางสรีรวิทยา เช่น น้ำตา กระจกตา แก้วตา น้ำหล่อเลี้ยงตา แสงสีฟ้าจึงสามารถเดินทางเข้าถึงจอประสาทตาได้ และไปกระตุ้นให้เกิดอนุมูลอิสระทำลายเซลล์จอประสาทตา จากการศึกษาบ่งชี้ว่า ความสามารถของดวงตาที่จะจัดการกับอนุมูลอิสระ และกระบวนการ Oxidative…

สายตาสั้นเทียม ภัยคุกคามคนติดจอ

การใช้งานอุปกรณ์ต่างๆ ทั้งสมาร์ทโฟน แท็บเล็ต โน๊ตบุ๊ค และคอมพิวเตอร์ เป็นการใช้สายตาเพ่งมองหน้าจอใกล้ๆ ในช่วงระยะห่างไม่เกิน 2 ฟุต ระหว่างการเพ่งมองหน้าจอนี้เอง กล้ามเนื้อตาที่เรียกว่า กล้ามเนื้อวงแหวน (Ciliary muscle) บีบตัวเกิดการหดเกร็ง เพื่อให้เลนส์ตาโป่งออก เป็นการปรับสรีรวิทยาของดวงตาให้สามารถมองภาพใกล้ได้ชัดเจนขึ้น ซึ่งโดยปกติจะคลายตัวเมื่อมองออกไปที่ไกลๆ การเพ่งหน้าจอนานเกินไป ทำให้กล้ามเนื้อดังกล่าวหดตัวเกือบตลอดเวลา และไม่คลายตัวอัตโนมัติในทันทีเมื่อไม่มองใกล้แล้ว จึงเห็นภาพที่อยู่ไกลไม่ชัด แต่เมื่อใส่แว่นสายตาสั้น กลับมองชัดขึ้น หากได้พักสายตาเป็นระยะเวลาพอสมควรก็จะหายเป็นปกติ ซึ่งเรียกว่าเป็นภาวะ “สายตาสั้นเทียม” แต่หากสะสมอาการต่อเนื่องเป็นเวลานานๆ อาจทำให้เป็นสายตาสั้นถาวรได้ วิธีลดความเสี่ยงการเกิดภาวะ “สายตาสั้นเทียม” 1. ปรับพฤติกรรมการใช้งาน – ไม่ควรใช้งานติดต่อกันนานเกิน 2 ชั่วโมง – พักสายตาระหว่างการใช้งานทุก 15 – 20 นาที – มองไปที่ไกลๆ เพื่อให้กล้ามเนื้อตาคลายตัว 2. ปรับอุปกรณ์และตำแหน่งการใช้งาน – ปรับขนาดตัวตักษร แสงหน้าจอ ให้พอเหมาะ – ไม่ใช้งานในที่มืดหรือแสงจ้ามากเกินไป –…

9 ปัญหาพาป่วย “มนุษย์ติดจอ”

ปัจจุบัน สมาร์ทโฟนและแท็บเล็ต มีบทบาทสำคัญในกิจกรรมต่างๆ ทั้งติดตามข่าวสาร พูดคุยกัน อัพเดตสถานะ ดูหนัง ดูละคร ฯลฯ สำหรับหลายคนอาจเป็นเพียงเครื่องมือที่ใช้อัพเดตติดตามความเคลื่อนไหวเท่านั้น แต่ทว่า สำหรับบางคนแล้วถือเป็นอวัยวะส่วนหนึ่งของร่างกายที่ขาดกันไม่ได้เลยทีเดียว เมื่อละสายตาจากหน้าจอหนึ่งก็ไปจดจ่ออยู่กับอีกหน้าจอหนึ่ง เรียกได้ว่าเป็น “มนุษย์ติดจอ” ที่ใช้งานมากเกินไปจนส่งผลเสียต่อสุขภาพได้เช่นกัน กลุ่มเสี่ยงที่มักได้รับผลกระทบจากพฤติกรรม “มนุษย์ติดจอ” มี 3 กลุ่ม ได้แก่ 1. มนุษย์ออฟฟิศ ที่ต้องทำงานอยู่หน้าจอ 2. มนุษย์ก้มกด ทั้งเด็กและผู้ใหญ่ 3. มนุษย์ทั่วไป ที่ใช้งานในท่าที่ไม่เหมาะสม ผลกระทบหรือผลเสียต่อสุขภาพและสวัสดิภาพของมนุษย์ติดจอ แยกออกหลักๆ 9 อาการด้วยกัน ดังนี้ 1. โรคก้มกด นำไปสู่อาการปวดคอเรื้อรัง มีอาการปวดบ่าไหล่ไปถึงหลังได้ ซึ่งเรื่องนี้ผู้เชี่ยวชาญจากศูนย์กระดูกคอที่นิวยอร์กชี้ว่าโรคก้มกด (Text neck) กำลังระบาด เป็นอาการของคนยุคใหม่ที่ก้มคอไปข้างหน้าแต่ละนิ้วแต่ละเซนติเมตรมีผลทั้งสิ้น ให้คิดง่ายๆ ว่ายิ่งก้มกดนานก็ยิ่งทำร้ายกระดูกและกล้ามเนื้อที่ละเอียดอ่อนรอบคอ (โรคก้มกดทำให้ปวดคอเรื้อรัง) 2. กระดูกคอเสื่อม การก้มดูหน้าจอนานและบ่อยมีผลให้น้ำหนักกดกระดูกต้นคอทั้ง 7 ชิ้นจนเกิดภาวะเสื่อมก่อนวัยได้เพราะชีวิตที่ต้องก้มกดนานทำให้คอต้องรับน้ำหนักพอๆ กับมีเด็กน้ำหนัก 30 กก. มาขี่คอตลอดเวลา…

“สมาธิสั้น” โรคยอดฮิตเด็กติดจอ

“สมาธิสั้น” โรคยอดฮิตของเด็กติดจอ ความเจริญก้าวหน้าทางด้านเทคโนโลยีและการเชื่อมต่อของคนในสังคมยุคดิจิทัล สมาร์ทโฟนและแท็บเล็ตมีบทบาทสำคัญกับผู้คนทุกเพศทุกวัย เปลี่ยนวิถีชีวิตของคนโซเชียลไปอย่างมาก คุณพ่อคุณแม่มักจะปล่อยลูกๆ ไว้กับหน้าจอเพียงลำพังวันละหลายชั่วโมง ซึ่งการเคลื่อนไหวหรือเปลี่ยนแปลงของภาพต่างๆ บนหน้าจอ ทำให้เด็กคุ้นเคยและชินกับความรวดเร็วของเนื้อหา ส่งผลให้เด็กรอคอยไม่ค่อยได้ จดจ่อกับสิ่งรอบตัวน้อยลง รวมไปถึงลดการใช้สมองในส่วนของความจำ สะสมจนเกิดอาการสมาธิสั้นในเด็ก สัญญาณที่บ่งบอกว่า “เด็กติดจอ” เด็กมักตื่นสายและมีอาการอ่อนเพลียในตอนเช้า เด็กหมดความสนใจในกิจกรรมรอบตัว สนใจแต่จะเล่นสมาร์ทโฟนหรือแท็บเล็ต เด็กตั้งตารอเวลาที่จะได้เล่นสมาร์ทโฟนหรือแท็บเล็ต และมักพูดถึงเวลาที่จะได้เล่นเสมอ เด็กเลิกสนใจสิ่งที่กำลังทำ เมื่อมีข้อความแจ้งเตือนจากสมาร์ทโฟนหรือแท็บเล็ต เด็กใช้เวลาเล่นนานขึ้น และอารมณ์เสียง่ายเมื่อพ่อแม่แสดงความกังวลเรื่องการใช้งานของพวกเขา เด็กหงุดหงิดหรือหดหู่เวลาที่ไม่ได้เล่น และอาการเหล่านี้มักหายไปเมื่อเด็กได้เล่น เด็กพยายามปกปิดการเล่นสมาร์ทโฟนหรือแท็บเล็ตจากพ่อแม่ เช่น แอบเล่นในห้องนอน เด็กมีพฤติกรรมก้าวร้าวเวลาพ่อแม่สอดส่องพฤติกรรมการเล่นสมาร์ทโฟนหรือแท็บเล็ต เด็กขาดสมาธิระหว่างทำการบ้านหรือชอบเปิดดูจอระหว่างทำการบ้านไปด้วย อาการของ “เด็กสมาธิสั้น” อาการขาดสมาธิ (attention deficit) วอกแวกง่าย ขาดความตั้งใจ เหม่อลอยบ่อยๆ ฝันกลางวัน ขี้ลืม ทำของใช้ส่วนตัวหายเป็นประจำ ไม่ฟังเวลาพูดด้วย มักจะลืมทำสิ่งที่ให้ทำหรือทำครึ่งๆ กลางๆ อาการซน (hyperactivity) อยู่ไม่สุข ยุกยิกตลอดเวลา ชอบปีนป่าย เล่นเสียงดัง เล่นผาดโผน มักประสบอุบัติเหตุบ่อยๆ จากความซน…

ภาวะ “ตาแห้ง” จากการใช้หน้าจอ

ภาวะ “ตาแห้ง” จากการใช้งานหน้าจอ Dry Eye การใช้งานหน้าจอคอมพิวเตอร์ สมาร์ทโฟน แท็บเล็ต และหน้าจออุปกรณ์ต่างๆ เป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เกิดภาวะ “ตาแห้ง” โดยส่วนใหญ่ระหว่างการเพ่งมองหน้าจอเรามักลืมกระพริบตา หรือกระพริบตาน้อยลง ทำให้น้ำตามาเลี้ยงหรือให้ความชุ่มชื้นแก่ลูกตาลดลง และน้ำตาระเหยได้เร็วขึ้น จึงรู้สึกแห้งฝืดลูกตา เคืองระคายคล้ายมีเศษผงเข้าตา แสบร้อน ตาแดง ตามัวมองเห็นภาพเบลอไม่ค่อยชัด ไม่สบายตา หรืออาจมีขี้ตาเป็นเมือกเหนียวยืดเป็นเส้น ซึ่งเป็นอาการของ “ตาแห้ง” นั่นเอง สัญญาณที่บ่งบอกว่าคุณกำลัง “ตาแห้ง” – รู้สึกแห้งฝืดลูกตา – ระคายเคืองคล้ายมีเศษผงเข้าตา – แสบตา ตาแพ้แสงหรือไวต่อแสงสว่าง – ตามัว มองเห็นภาพเบลอไม่คมชัด – ตาแดง ในรายที่รุนแรงอาจมีการอักเสบร่วมด้วย – บางรายอาจมีขี้ตาเป็นเมือกเหนียวยืดเป็นเส้น วิธีดูแลถนอมดวงตาเพื่อป้องกันและบรรเทาอาการตาแห้ง จากการใช้งานหน้าจอ กระพริบตาถี่ๆ หรือกระพริบตาเป็นปกติ 15 – 20 ครั้ง ต่อนาที ข้อดีของการกระพริบตา ช่วยกระตุ้มต่อมน้ำตาให้มีน้ำตาไหลออกมาในปริมาณคงที่ น้ำตาช่วยให้ความชุ่มชื้นแก่ดวงตา น้ำตาซึ่งไหลจากต่อมน้ำตาทำหน้าที่ชุล้างสิ่งสกปรกในดวงตา…

คุณเคยเห็นเงาตะกอนเหล่านี้ไหม ?

วุ้นในตาเสื่อม อันตรายที่คนใช้งานหน้าจอ ต้องอ่าน! วุ้นตา (Vitreous Humor) คืออะไร วุ้นในตา หรือ น้ำวุ้นตา หรือ วุ้นตา (Vitreous humor) เป็นสารใสคล้ายเจลอยู่ภายในลูกตาส่วนหลังสุด คั่นกลางระหว่างเลนส์กับจอประสาทตา ทำหน้าที่เป็นตัวกลางให้แสงผ่าน ให้สารอาหารแก่จอประสาทตาและเซลล์ผนังลูกตาชั้นใน และช่วยพยุงลูกตาให้คงรูปเป็นทรงกลม ประกอบด้วยน้ำ 99% โปรตีนและเกลือแร่อีก 1% ใครบ้างที่เสี่ยงต่อการเกิดวุ้นในตาเสื่อม ปกติ วุ้นในตา จะมีลักษณะเหนียวหนืด และค่อยๆ เสื่อมไป โดยเปลี่ยนเป็นน้ำใสเมื่อมีอายุมากขึ้น แต่ปัจจุบันพบในหนุ่มสาววัยทำงานเป็นจำนวนมากขึ้น เนื่องจากการเพ่งมองหน้าจอคอมพิวเตอร์ สมาร์ทโฟน และแท็บเล็ต ต่อเนื่องเป็นเวลานานติดต่อกัน เช่นเดียวกับโรคคอมพิวเตอร์วิชั่นซินโดรม ซึ่งในบางคนอาจร้ายแรงจนจอตาหลุดลอกได้ นอกจากนี้ ยังพบว่าผู้ป่วยสายตาสั้น วุ้นในตาจะเสื่อมเร็วกว่าคนทั่วไป อาการของวุ้นในตาเสื่อม (Vitreous floater) วุ้นในตาเสื่อม จะทำให้แสงที่ผ่านวุ้นในตา เกิดเงาตะกอนหรือหักเหแสงที่จะไปตกบนจอตา รู้สึกเหมือนเห็นเงาลอยไปมา โดยมีรูปร่างแตกต่างกันได้หลายแบบ เช่น มีจุดลอยไปมา มีลักษณะเป็นลูกน้ำ เป็นแมลง หรือเป็นวงๆ ลอยอยู่ข้างหน้า บางครั้งอาจรู้สึกเหมือนมีแมลงบินอยู่ข้างหน้า…

1 2 3