fbpx

“สมาธิสั้น” โรคยอดฮิตเด็กติดจอ

“สมาธิสั้น” โรคยอดฮิตของเด็กติดจอ

ความเจริญก้าวหน้าทางด้านเทคโนโลยีและการเชื่อมต่อของคนในสังคมยุคดิจิทัล สมาร์ทโฟนและแท็บเล็ตมีบทบาทสำคัญกับผู้คนทุกเพศทุกวัย เปลี่ยนวิถีชีวิตของคนโซเชียลไปอย่างมาก คุณพ่อคุณแม่มักจะปล่อยลูกๆ ไว้กับหน้าจอเพียงลำพังวันละหลายชั่วโมง ซึ่งการเคลื่อนไหวหรือเปลี่ยนแปลงของภาพต่างๆ บนหน้าจอ ทำให้เด็กคุ้นเคยและชินกับความรวดเร็วของเนื้อหา ส่งผลให้เด็กรอคอยไม่ค่อยได้ จดจ่อกับสิ่งรอบตัวน้อยลง รวมไปถึงลดการใช้สมองในส่วนของความจำ สะสมจนเกิดอาการสมาธิสั้นในเด็ก

สัญญาณที่บ่งบอกว่า “เด็กติดจอ”

  • เด็กมักตื่นสายและมีอาการอ่อนเพลียในตอนเช้า
  • เด็กหมดความสนใจในกิจกรรมรอบตัว สนใจแต่จะเล่นสมาร์ทโฟนหรือแท็บเล็ต
  • เด็กตั้งตารอเวลาที่จะได้เล่นสมาร์ทโฟนหรือแท็บเล็ต และมักพูดถึงเวลาที่จะได้เล่นเสมอ
  • เด็กเลิกสนใจสิ่งที่กำลังทำ เมื่อมีข้อความแจ้งเตือนจากสมาร์ทโฟนหรือแท็บเล็ต
  • เด็กใช้เวลาเล่นนานขึ้น และอารมณ์เสียง่ายเมื่อพ่อแม่แสดงความกังวลเรื่องการใช้งานของพวกเขา
  • เด็กหงุดหงิดหรือหดหู่เวลาที่ไม่ได้เล่น และอาการเหล่านี้มักหายไปเมื่อเด็กได้เล่น
  • เด็กพยายามปกปิดการเล่นสมาร์ทโฟนหรือแท็บเล็ตจากพ่อแม่ เช่น แอบเล่นในห้องนอน
  • เด็กมีพฤติกรรมก้าวร้าวเวลาพ่อแม่สอดส่องพฤติกรรมการเล่นสมาร์ทโฟนหรือแท็บเล็ต
  • เด็กขาดสมาธิระหว่างทำการบ้านหรือชอบเปิดดูจอระหว่างทำการบ้านไปด้วย

อาการของ “เด็กสมาธิสั้น”

  1. อาการขาดสมาธิ (attention deficit)
  • วอกแวกง่าย ขาดความตั้งใจ เหม่อลอยบ่อยๆ ฝันกลางวัน
  • ขี้ลืม ทำของใช้ส่วนตัวหายเป็นประจำ
  • ไม่ฟังเวลาพูดด้วย มักจะลืมทำสิ่งที่ให้ทำหรือทำครึ่งๆ กลางๆ
  1. อาการซน (hyperactivity)
  • อยู่ไม่สุข ยุกยิกตลอดเวลา ชอบปีนป่าย เล่นเสียงดัง เล่นผาดโผน
  • มักประสบอุบัติเหตุบ่อยๆ จากความซน และความไม่ระมัดระวัง
  • มักจะพูดมาก พูดไม่หยุด ชอบแกล้งหรือแหย่เด็กอื่น
  1. อาการหุนหันพลันแล่น (impulsivity)
  • วู่วาม ใจร้อน เวลาต้องการอะไรก็จะต้องให้ได้ทันที รอคอยอะไรไม่ได้
  • ขาดความระมัดระวัง ทำอะไรไปโดยไม่คิดก่อน เช่น วิ่งข้ามถนนโดยไม่มองรถดีๆ
  • ซุ่มซ่าม และมักจะทำอะไรโดยที่ไม่ขออนุญาต

แนวทางลดความเสี่ยงไม่ให้เด็กติดจอจนสมาธิสั้น

  1. กำหนดเวลาในการเล่นให้เด็กไม่เกิน 1-2 ชั่วโมงต่อวัน
  2. ปฏิสัมพันธ์ พูดคุย และทำกิจกรรมร่วมกับเด็กให้มากขึ้น
  3. ใส่ใจดูแลและสอดส่องพฤติกรรมที่ผิดปกติของเด็กเสมอ

อาการสมาธิสั้นจากการติดหน้าจอ นอกจากจะพบในเด็กแล้ว ในผู้ใหญ่หรือคนทั่วไปก็พบได้เช่นกัน โดยผลวิจัยของ Technology Giant Microsoft พบว่า คนเรามีสมาธิสนใจจดจ่อกับเรื่องใดเรื่องหนึ่งอยู่ได้เพียง 8 วินาที เท่านั้น ซึ่งสั้นกว่าสมาธิของปลาทองที่นานถึง 9 วินาที ในขณะเดียวกัน ผลสำรวจผู้ใช้งานทั่วไปโดย Kapook Poll พบว่า 70.19% คิดว่าสมาร์ทโฟนมีผลทำให้สมาธิสั้นลงจริง

อย่างไรก็ตาม เทคโนโลยีมีทั้งข้อดีและข้อเสีย แม้การใช้งานหน้าจอเป็นผลให้คนเรามีสมาธิที่สั้นลง แต่คนเราก็ได้ทำอะไรหลายๆ อย่างไปพร้อมกันได้ด้วย ทั้งนี้ หากใช้แต่พอดีหรือใช้แต่พอเหมาะพอควร ก็จะเกิดประโยชน์ แต่หากใช้งานในลักษณะที่ไม่ดีหรือเสพติดเทคโนโลยีมากเกินไป หรือใช้งานไม่ถูกกาลเทศะ ก็จะส่งผลเสียได้เช่นกัน

 

แหล่งที่มาและศึกษาเพิ่มเติมได้ที่

https://www.si.mahidol.ac.th/sidoctor/e-pl/articledetail.asp?id=392
https://www.tcijthai.com/tcijthainews/view.php?ids=311
https://poll.kapook.com/poll-24
https://health.kapook.com/view119262.html
https://www.telegraph.co.uk/news/science/science-news/11607315/Humans-have-shorter-attention-span-than-goldfish-thanks-to-smartphones.html
https://www.informationweek.com/it-life/microsoft-says-short-attention-spans-are-fine/a/d-id/1320433
https://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1432485777
https://2machines.com/181304/
https://taamkru.com/th/เด็กติดสมาร์ทโฟน/
https://www.tutor-4you.com/เด็กสมาธิสั้น/
https://beautifulstarthere.com/index.php/health/mother-and-child/316-adhd